|
โครงการ Intel Teach คืออะไร?
โครงการ Intel Teach เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนวัตกรรมด้านการศึกษาของอินเทล หรือ IntelInnovation in Education ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นความสำคัญและความเป็นไปได้ของการศึกษาโดยมุ่งให้ผู้เรียนก้าวไปสู่ระดับการคิดขั้นที่สูงขึ้น (higher order thinking) และการคิดแบบสร้างสรรค์ (creative thinking)
หลักการสำคัญของโครงการฯ คือการช่วยครู - ทั้งครูประจำการ (in-service) และนักศึกษาวิชาชีพครู (pre-service) - ให้รู้วิธีประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนา และยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน ภายใต้โครงการฯ นี้ ครู (และผู้ที่จะไปเป็นครูในอนาคต) จะได้เรียนรู้ว่าการบูรณาการเครื่องมือเทคโนโลยีและแหล่งข้อมูลต่างๆ เข้าสู่แผนจัดการเรียนรู้ของตนนั้นจะต้องทำอย่างไร เมื่อใด และ ณ จุดไหน เพื่อให้เกิดสัมฤทธิ์ผลสูงสุดในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน
ทำไมอินเทลให้ความสำคัญในการพัฒนาครูอย่างมาก?
ปัจจุบันนี้ นักเรียนจะต้องแข่งขันในโลกที่มีการใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่มีครูอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่พร้อมจะบูรณาการเทคโนโลยี และคอมพิวเตอร์เข้ากับการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงนักศึกษาวิชาชีพครูผู้ที่จะไปเป็นครูในอนาคตด้วย ครูทุกท่านที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพในชั้นเรียนจะสามารถสร้างทักษะการคิดอย่างมีระบบ และการแก้ปัญหาเชิงวิเคราะห์ให้กับนักเรียนได้ อีกประการหนึ่ง มีการพบว่า มีโรงเรียนมากมายทั่วโลกที่มีคอมพิวเตอร์ที่สามารถนำมาใช้งานได้ดี แต่นำมาใช้เพียงการพิมพ์ข้อมูล หรือใช้งานพื้นฐาน คอมพิวเตอร์จึงไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาการเรียนรู้จากความสามารถของเทคโนโลยีที่มีอยู่ เทคโนโลยีไม่ใช่เครื่องมือที่จะเนรมิต หรือสร้างสรรค์สิ่งวิเศษได้ แต่ครูต่างหากที่เป็นผู้วิเศษที่จะช่วยดึงศักยภาพในตัวเด็กให้เกิดขึ้น ความลับไม่ใช่ที่ตัวอุปกรณ์ แต่คือตัวครูนั้นเอง
โครงการนี้ปรับหลักสูตรให้รองรับความแตกต่างของระดับการศึกษาของครูและความต้องการ
ของแต่ละประเทศหรือไม่?
หลักสูตรและวิธีการอบรมของโครงการฯ มีการปรับให้เข้ากับความต้องการด้านการศึกษาของแต่ละประเทศ มีความแตกต่างระหว่างหลักสูตรสำหรับการอบรมครูประจำการ และสำหรับการสอนนักศึกษาวิชาชีพครูด้วย ทั้งนี้ หลักสูตรของโครงการ Intel Teach นี้ได้รับการออกแบบมาแต่เริ่มต้นให้สามารถปรับใช้ตามความแตกต่างของโครงสร้างทางการศึกษาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ และความยืดหยุ่นนี้ ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการฯ ประสบความสำเร็จได้ในทุกประเทศทั่วโลกที่ร่วมดำเนินการโครงการฯ
กระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทอย่างไรในโครงการ?
โครงการฯ นี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับอินเทล โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน ได้แก่ ศูนย์สารสนเทศ และการสื่อสาร สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักพัฒนาสมถรรนะครู และบุคลากรอาชีวศึกษา ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา สถาบันการแปลหนังสือ และ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
โครงการนี้มีอะไรที่แตกต่างเป็นพิเศษจากโครงการลักษณะเดียวกันอื่นๆ ที่ภาครัฐได้จัดทำและดำเนินการอยู่?
โครงการฯ นี้เป็นโครงการที่นักการศึกษาที่เห็นความสำคัญด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนจัดทำขึ้นเพื่อครู โดยมุ่งเน้นที่ผลการเรียนรู้ของนักเรียนมากกว่าที่ผลงานของครูมีการจัด อบรมให้ครูจัดเตรียมแผนจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารมาใช้ สามารถนำข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ มาใช้เพื่อให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้มากที่สุด หลักสูตรของโครงการฯ นี้จะใช้แนวทาง การออกแบบย้อนกลับ (Backward design) ที่ช่วยให้ครูตั้งต้นการทำแผนการเรียนรู้จากสิ่งที่ต้องการจะประเมิน ไม่ใช่จากสิ่งที่ต้องการจะสอน และการเน้นย้ำตลอดกระบวนการในความสำคัญของแผนจัดการเรียนรู้และการประเมินผล เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างความแตกต่างของโครงการฯ นี้
โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องหรือมีกำหนดเวลาสิ้นสุด? ตัวเลขเป้าหมายการฝึกอบรมคือเท่าใด?
อินเทลเริ่มโครงการ Intel Teach เมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยมีเป้าหมายที่จะอบรมครูให้ได้ 400,000 คนภายในระยะเวลาดำเนินงานของโครงการฯ ปัจจุบันโครงการฯ นี้ได้อบรมครูไปแล้วมากกว่า 1,000,000 คนทั่วโลก และโครงการฯ ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างแข็งขัน มีการอบรมครูเฉพาะในทวีปเอเชียไปแล้วมากกว่า 500,000 คน จากผลของโครงการฯ ที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน เราจึงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนโครงการฯ นี้ต่อไปในอนาคตสำหรับประเทศไทย เราได้ดำเนินโครงการฯ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยในปี พ.ศ. 2546 นี้ เป็นระยะนำร่องซึ่งมีเป้าหมายที่จะอบรมครูประจำการในเขตกรุงเทพและปริมณฑลจำนวน 2,100 คน สำหรับปี พ.ศ. 2547 โครงการฯ มีแผนที่จะขยายการอบรมสำหรับครูประจำการให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย
ทำไมอินเทลให้ความสำคัญในการพัฒนาครูอย่างมาก?
ปัจจุบันนี้ นักเรียนจะต้องแข่งขันในโลกที่มีการใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่มีครูอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่พร้อมจะบูรณาการเทคโนโลยี และคอมพิวเตอร์เข้ากับการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงนักศึกษาวิชาชีพครูผู้ที่จะไปเป็นครูในอนาคตด้วย ครูทุกท่านที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพในชั้นเรียนจะสามารถสร้างทักษะการคิดอย่างมีระบบ และการแก้ปัญหาเชิงวิเคราะห์ให้กับนักเรียนได้ อีกประการหนึ่ง มีการพบว่า มีโรงเรียนมากมายทั่วโลกที่มีคอมพิวเตอร์ที่สามารถนำมาใช้งานได้ดี แต่นำมาใช้เพียงการพิมพ์ข้อมูล หรือใช้งานพื้นฐาน คอมพิวเตอร์จึงไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาการเรียนรู้จากความสามารถของเทคโนโลยีที่มีอยู่ เทคโนโลยีไม่ใช่เครื่องมือที่จะเนรมิต หรือสร้างสรรค์สิ่งวิเศษได้ แต่ครูต่างหากที่เป็นผู้วิเศษที่จะช่วยดึงศักยภาพในตัวเด็กให้เกิดขึ้น ความลับไม่ใช่ที่ตัวอุปกรณ์ แต่คือตัวครูนั้นเอง
โครงการนี้มุ่งกลุ่มเป้าหมายพิเศษในหมู่เครูสาระการเรียนรู้หรือไม่?
หลักสูตรของโครงการฯ นี้ ครอบคลุมครูที่สอนในทุกสาระการเรียนรู้ ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่ว่าจะสอนชั้นใดหรือสาระการเรียนรู้ใดก็สามารถเข้าอบรม และนำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปใช้ในการสอนในชั้นเรียนได้
ครูมีทรัพยากรอะไรบ้าง?
ผู้สอนคือกุญแจ ครูสามารถเตรียมความพร้อมสู่ความสำเร็จให้กับนักเรียนได้โดยการก้าวข้ามความรู้พื้นฐานต่างๆ และทำให้นักเรียนรู้วิธีที่จะสื่อสาร ร่วมมือกันทำงาน ริเริ่มสร้างสรรค์ และแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานความเป็นจริง เทคโนโลยีทำให้วิธีการเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าวนี้มีความเป็นไปได้อย่างสูง แต่ความเป็นไปได้นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการลงทุนในการฝึกอบรมครูเท่านั้น โครงการ Intel Innovation in Education ต้องการช่วยครูให้มีเครื่องมือ กลยุทธ์ แหล่งข้อมูล และโครงการต่างๆ ที่ครูสามารถส่งเสริมให้นักเรียนนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้ ผู้สอนที่มีความสามารถและมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทั้งได้รับการอบรมอย่างดี จะช่วยให้นักเรียนกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ปัจจุบันชั้นเรียนต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเร่งปรับปรุงห้องเรียน และเชื่อมโยงเข้ากับโลกใหม่แห่งการค้นคว้าวิจัยที่ไม่หยุดนิ่ง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
วิธีบูรณาการการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีสู่ชั้นเรียนในวันนี้จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง?
เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนทั่วโลกมีการเตรียมพร้อมเข้าสู่ในระบบเศรษฐกิจที่อิงฐานความรู้ (Knowledge-based economy) โครงการ Intel Innovation in Education ช่วยนักเรียนเหล่านี้ได้รับทักษะสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21 ในวันนี้แปดในสิบของอาชีพที่โตเร็วที่สุดเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ (ที่มา: กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา BLS Releases 2000-2010 Employment Projections, 12/3/01) เพื่อให้พร้อมสำหรับความท้าทายของศตวรรษนี้ เด็กๆ ในวันนี้ต้องได้รับการฝึกฝนและเรียนรู้ทักษะเฉพาะทาง พวกเขาต้องได้รับการเตรียมพร้อมที่จะคิดและใช้เหตุผลในระดับที่สูงขึ้น พวกเขาต้องการความมั่นใจที่จะเสนอความคิดที่ได้จากการทำงานโครงงานร่วมกัน พวกเขาต้องรู้วิธีการที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนต่างๆ ในการดำเนินชีวิต
เนื้อหาและหลักสูตรของโครงการเป็นอย่างไร?
เนื้อหาหลักสูตรแบ่งออกเป็น 9 บท ใช้เวลาในห้องอบรม 50 ชั่วโมง และกิจกรรมนอกเวลาอบรมอีกประมาณ 10 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้ครูสามารถพัฒนาแผนการเรียนรู้สำหรับหนึ่งหน่วยวิชาได้เสร็จสมบูรณ์ โดยเป็นแผนการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีในการค้นคว้า รวบรวมข้อมูล และสื่อสารกับผู้อื่น ซึ่งในหลักสูตรจะครอบคลุมการอบรมทักษะพื้นฐานการใช้คอมพิวเตอร์ เช่น การใช้โปรแกรม Microsoft Word , Microsoft PowerPoint ของ Microsoft Office 2000 ไปจนถึงการค้นหาข้อมูลบนเว็บ การจัดทำเนื้อหาสำหรับเว็ปไซด์ การใช้ซอฟท์แวร์มัลติมีเดีย ตลอดจนวิธีบูรณาการสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สู่ชั้นเรียน
ครูจะได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการอบรม?
การอบรมจะเป็นการอบรมเพื่อให้ครูมีความสามารถในการสอนด้วยวิธีการบูรณาการสาระวิชา และ ใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมาเป็นเครื่องมือเพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียน โดยที่ครูที่เข้าอบรมจะได้รับการฝึกทักษะในการบูรณาการสาระการเรียนรู้ สร้างแผนจัดการเรียนรู้ สื่อสนับสนุนการเรียน และสื่อสนับสนุนการสอน และสมมุติตัวเองเป็นนักเรียนเพื่อทดลองทำงานที่แผนจัดการเรียนรู้ที่ตนเองทำว่าเหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนหรือไม่ เพื่อให้มีประสบการณ์ตรงในการปรับแก้แผนจัดการเรียนรู้ก่อนการนำไปใช้กับนักเรียน
ครูที่จะเข้ารับการอบรมจะต้องเป็นครู IT หรือไม่?
ครูที่เข้ารับการอบรมจะต้องเป็นครูสาระการเรียนรู้ ไม่ใช่ครูสอนคอมพิวเตอร์ (ยกเว้นครูสอนคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนนั้นๆ สอนสาระการเรียนรู้อื่นด้วย) ซึ่งครูสาระการเรียนรู้จะต้องเป็นครูที่มีพื้นความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ได้แก่ การใช้โปรแกรม MS Office และการใช้ Internet
หน้าที่ของวิทยากรอาวุโส วิทยากรแกนนำ และครูเครือข่ายแตกต่างกันอย่างไร?
วิทยากรอาวุโสคือครูที่มีหน้าที่อบรมวิทยากรแกนนำ โดยขั้นแรกวิทยากรแกนนำที่ได้รับการอบรมจากวิทยากรอาวุโสแล้วทุกท่านจะได้รับใบประกาศนียบัตรให้เป็นครูเครือข่ายก่อน จนเมื่อครูเหล่านี้กลับไปยังโรงเรียนของของตนเอง แล้วทำการอบรมครูเครือข่ายในโรงเรียน 20 ท่าน ครูที่ทำการอบรมแล้วจะได้รับประกาศนียบัตรวิทยากรแกนนำซึ่งจะมีการจัดงาน MT Forum เพื่อมอบประกาศนียบัตรอันทรงเกียรตินี้ด้วย นอกจากนั้นทั้งวิทยากรแกนนำ และครูเครือข่าย คือครูที่จะนำเอาวิธีการสอนตามหลักสูตร Intel® Teach ไปใช้สอนนักเรียนจริงๆ ด้วย
ทำไมถึงต้องมีหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร?
ผู้บริหารมีความสำคัญมากในการผลักดันให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ เพราะแม้ว่าครูจะมีความสนใจและอยากเข้าร่วมโครงการ แต่หากขาดความเข้าใจและขาดการสนับสนุนจากผู้บริหารแล้ว ยากที่โครงการจะประสบความสำเร็จได้ สิ่งที่ผู้บริหารจะได้รับจากการอบรม (Leadership Workshop) และร่วมสัมมนาระดับผู้บริหารโรงเรียน (Leadership Forum) ก็เพื่อเปิดมุมมองของวิธีการสอนแบบบูรณาการ เข้าใจการประยุกต์เทคโนโลยี เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมในโรงเรียนตนเอง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
การเข้าร่วมโครงการ Intel? Teach มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?
วิธีการในการคัดเลือกจะเริ่มจากการประชาสัมพันธ์ไปยังโรงเรียนต่างๆ โดยเปิดโอกาสให้โรงเรียนที่มีความสนใจและมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขส่งใบสมัคร มาให้ฝ่ายจัดอบรมโครงการ จากนั้นจะเรียนเชิญผู้บริหารโรงเรียนมาเข้าร่วมอรมหลักสูตรระดับผู้บริหารโรงเรียน (Leadership workshop) 1 วัน เพื่อให้รับทราบรูปแบบการอบรมที่ชัดเจน ผู้บริหารที่ได้รับข้อมูลโครงการฯ แล้วจะกลับไปเลือกครูที่จะมาเป็นครูแกนนำโดยโรงเรียนสามารถส่งครูที่จะอบรมเป็นครูแกนนำได้โรงเรียนละ 2 ท่านเข้าอบรมในหลักสูตร Intel Teach เป็นระยะเวลา 7 วัน จากนั้นทางฝ่ายจัดฝึกอบรมจะทำการเรียนเชิญผู้บริหารกลับมาร่วมงานสัมมนาระดับผู้บริหาร เพื่อรับข้อมูลที่จะใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนการขยายผลการอบรมในโรงเรียน
อินเทลได้ประโยชน์อะไรจากการลงทุนในด้านการศึกษา?
โดยทั่วไปแล้ว การที่มีแรงงานและประชากรที่มีทักษะดีในด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศและธุรกิจที่ต้องแข่งขันในโลกดิจิตอลของทุกวันนี้ ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและผู้จ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง อินเทลสนใจกับระดับความเข้าใจในเทคโนโลยีของลูกจ้างและลูกค้าในอนาคตของเรา สำหรับอินเทล เราถือเป็นความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องมีประชากรที่มีความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ รวมทั้งคนที่สามารถจะออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับอนาคต และคนที่สามารถตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอย่างชาญฉลาด ทักษะที่ดีด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เริ่มต้นในชั้นเรียน และระบบการศึกษาของเราจำเป็นต้องตามให้ทันและเตรียมนักเรียนของเราในวันนี้สำหรับเทคโนโลยีของวันพรุ่งนี้ การดำเนินโครงการ Intel Teach อินเทลได้ลงทุนในรูปแบบของเงินสด อุปกรณ์ การพัฒนาหลักสูตรการอบรมบุคลากรครูและการบริหารจัดการโครงการฯ ซึ่งรวมมูลค่าทั้งสิ้นมากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปัจจุบันมีการดำเนินโครงการฯ นี้ใน 30 ประเทศทั่วโลก
อินเทลมีการเชื่อมโยงยอดขายเข้ากับโครงการด้านการศึกษาหรือไม่?
อินเทลไม่มีการโยงเป้าการขายกับโครงการด้านการศึกษา เราเชื่อว่าผู้นำธุรกิจต้องนำทรัพยากรที่มีอยู่ออกมา และร่วมมือกับนักการศึกษารวมทั้งชุมชนเพื่อหาวิธีการที่สร้างสรรค์ ที่จะยกระดับการเรียนรู้และผลงานของนักเรียน เพื่อการเติบโตและมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โครงการ Intel Teach เป็นโครงการหนึ่งภายใต้โครงการ Intel Innovation in Education ดำเนินการภายใต้ Intel Foundation ที่มุ่งดำเนินกิจกรรมหลักๆ ด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการศึกษา ภายใต้ Intel Innovation in Education นี้ อินเทลได้สนับสนุนโครงการที่มุ่งเน้นการยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นเงินมากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ความมุ่งมั่นของอินเทลนั้นมากกว่าเพียงแค่ตัวเงิน เราร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับภาครัฐและองค์กรการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อให้การสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ ให้แนวความคิดและเสนอทางออกที่กระตุ้นให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้านการศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับการเรียนรู้และผลงานของนักเรียนที่ดีขึ้น พันธกิจของอินเทล อินเทลมีส่วนร่วมให้การสนับสนุนด้านการศึกษามาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี พ.ศ. 2511 และเพิ่มมากขึ้นในปี พ.ศ. 2532 จนมีการขยายตัวมากขึ้นอย่างมากในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ อินเทลได้ลงทุนในด้านการศึกษาไปทั่วโลกแล้วกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เรายังคงถือเป็นพันธกิจที่จะทุ่มเทเวลาและทรัพยากรให้กับโครงการด้านการศึกษาต่อไป เราทำงานกับผู้คนจากหน่วยราชการ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา โดยหวังว่าโครงการต่าง ๆ ในปัจจุบันของเราจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และจะสามารถสร้างโครงการใหม่ๆ ที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต
จำนวนผู้เข้าชม |